ไม่ได้เข้ามาเขียน blog ใน exteen นานมากกกก แต่วันนี้เผอิญไปเจอข้อความหรือบทความหรือจะว่าไรดีของ บุคคลคนๆที่ นำมาเสนอจาก forward mail ที่เขาได้รับและได้พบเจอกับบางอย่างที่ หลายคนที่ทำงานอาจจะพบเจอมาบ้างแล้ว ซึ่งผมคิดว่าอ่านแล้วมีประโยชน์ให้แง่คิดและอาจเป็นประโยชน์ต่อหลายคนที่จะนำไปเปลี่ยนแปลงทัศนคติในทางที่ควร

 

เข้าทำงานเพราะองค์กร...แต่ลาออกเพราะหัวหน้า

เห็นว่ากำลังหาวิธีที่จะทำให้พนักงานไม่ลาออกพอดีได้รับบทความนี้จากเพื่อนคนหนึ่งในกสิกรไทย
จึงขอส่งมาให้ทุกท่านได้อ่าน โดยเฉพาะท่านที่เป็นผู้บังคับบัญชาทั้งหลายหลาย ๆ ท่านคงคงเคย
ได้ยินสำนวน ฝรั่งที่ว่า "People Organization But Leave their boss." ที่มาของสำนวนนี้
เกิดจากหลาย ๆองค์กรที่พยายามสรรหาบุคคลากรเก่งๆเข้ามาสู่องค์กร แต่ไม่สามารรักษาคนเหล่านั้น
ไว้ได้ส่วนใหญ่เรามักเข้าใจว่าการดึงดูดและรักษาคนให้อยู่ทำงานกับองค์กรนั้นขึ้นอยู่กับเงินหรือ
ค่าตอบ แทนที่น่าพึงพอใจ แต่หากถามว่าเงินคือตัวแปรสำคัญอย่างเดียวหรือไม่

คำตอบคือไม่ใช่ เพราะการจากไปของพนักงานมาจากหลายสาเหตุ การที่จะค้นหาตำตอบที่แท้จริง
ว่าพนักงานลาออกจากองค์กรเพราะเหตุใด ต้องอาศัยระยะเวลา ตรวจสอบอย่างใกล้ชิด เพราะแค่
การสัมภาษณ์ตอนลาออก (Exit Interview) และเหตุผลที่เขียนในใบลาออกเพียงอย่างเดียว
คงไม่ใช่คำตอบที่แท้จริงเพราะคำตอบที่พนักงานส่วนใหญ่ ตอบ คือ " ไปเรียนต่อ ไปช่วยงาน
ที่บ้าน ได้งานใหม่ " ล้วนแต่เป็นคำตอบเดิม ที่อาจจะจริง หรือ ไม่จริงก็ได้

อยากรู้คำตอบไหม

การหาโอกาสค้นหาต้นตอของการลาออกด้วยการโทรศัพท์ไปสอบถามพนักงานที่ลาออก
จากองค์กร แล้วสักระยะเวลาหนึ่ง ดูจะได้ผลมากกว่า เพราะคนที่โบยบินไปแล้วมักจะยินดี
ให้ข้อมูลที่ถูกต้อง พบว่ากว่า 80% ของพนักงานที่ลาออกไปแล้ว ส่วนใหญ่กลับคำให้การของ
ตัวเองและค้นพบด้วย สาเหตุหลักของการลาออกนั้นมักมาจากปัญหาที่เกิดจากหัวหน้างาน
สอดคล้องกันกับงานวิจัยของสถาบันด้านการพัฒนาบุคลากรทั้งภายในและภายนอกประเทศ
ที่ว่า คนเข้าทำงานเพราะองค์กร แต่ จากไปเพราะหัวหน้าได้เป็นอย่างดี จากการพูดคุยกับ
ผู้จัดการหรือหัวหน้างานในหลากหลายองค์กร พบว่าไม่ได้มีการเตรียมความให้กับผู้ที่จะขึ้นมา
เป็นหัวหน้างานเท่าที่ควรนัก ส่วนใหญ่มักเลื่อนจากตำแหน่งพนักงานให้มาเป็นหัวหน้าโดยอาศัย
เกณฑ์ Technical Skill มากกว่า People Skill หรือมักเลื่อนตำแหน่งจากชิ้นงานมากกว่า
การบริหารจัดการคน ความเชื่อเหล่านี้ไม่ถูกต้องจริง เพราะหัวหน้าที่ดีต้องมี People Skill
ประกอบด้วย แต่องค์กรมักมองข้ามข้อนี้ไป มีไปไม่กี่องค์กรเท่านั้นที่มีการพัฒนาเรื่อง People Skill
ให้กับคน ที่ จะขึ้นมาเป็นหัวหน้า บางองค์กรเลวร้ายกว่านั้นคือไม่มีการพัฒนา People Skill ให้กับ
คนที่ จะ ขึ้นมาเป็นหัวหน้าเลย จนทำให้เกิดปัญหาเรื้อรังและส่งผลให้คนดี คนเก่งในองค์กรต้อง
หลีกหนี หัวหน้างานเหล่านั้นไปเอง เมื่อเร็ว ๆ นี้ได้มีปรมาจารย์ด้าน Executive Coaching
ท่านหนึ่ง ชื่อ Marshall Goldsmith ได้บรรยายหัวข้อที่น่าสนใจเกี่ยวกับภาวะผู้นำ และทิ้งข้อคิด
ไว้เตือนสติหัวหน้าหลาย ๆคนที่นั่งฟังวันนั้นว่า What got you here, won't get you there"
หมายความว่า "วิธีการที่ท่านให้ในอดีตและทำให้ท่านประสบความสำเร็จในวันนี้ อาจไม่ใช่วิธีการ
ที่ท่านจะนำ ไป ใช้เพื่อสร้างความสำเร็จในอนาคต " Peter Drucker ปรมาจารย์ด้านภาวะผู้นำ
กล่าวไว้ว่า "พวกเราใช้เวลามากมายในการสอนหัวหน้าว่าพวกเขาควรต้องทำอะไรเพิ่มเติมที่
จะเป็นหัวหน้าที่ดี แต่เราไม่ได้ให้เวลามากพอที่จะบอกหัวหน้าว่า พวกเขาควรหยุดทำอะไรเพื่อที่
เป็นหัวหน้าที่ดี หัวหน้าจำนวนกว่าครึ่งที่ผมเคยเจอไม่จำเป็นต้องทำอะไรเพิ่มเติม ถ้าเพียงพวกเขา
รู้จักที่จะหยุดทำอะไรสักอย่างหนึ่งที่ไม่ควรทำ พวกเขาจะเป็นหัวหน้าที่ดีขึ้นได้ในทันที

ต่อไปนี้เป็นสิ่งที่หัวหน้าควรหยุดทำสัก 5อย่างมาให้ดูกันนะ

1. รับปากแล้วไม่ทำหรือรับปากในสิ่งที่ไม่สามารถทำได้ด้วยอำนาจหรือหน้าที่ของตนคนเดียว

เช่นรับปากจะขั้นเงินเดือนให้ หรือจะให้โบนัสต้นปีหรือปรับเลื่อนตำแหน่งให้เพื่อรั้งให้ลูกน้อง
ทำงานให้ต่อไป เป็นต้น เพราะจะทำให้ลูกน้องเสียความรู้สึกเสื่อมศรัทธานับถือในเรื่องที่รับปาก
แล้วทำไม่ได้ อาจทำให้ลูกน้องหมดกำลังในการทำงาน

2. รับชอบแต่ไม่รับผิด ไม่กางปีกปกป้องลูกน้อง ดร. เสรี วงษ์มณฑาเคยกล่าวถึงเรื่องนี้ว่า

การเป็นหัวหน้าที่ดีคือการรู้จักใช้มือ ใช้หัว และใช้หน้า หมายถึงการเป็นหัวหน้าต้องรู้จักที่จะใช้มือ
ในการลงมือทำให้ลูกน้องได้เห็น ใช้หัวเพื่อสร้างสรรค์ความคิดใหม่ ไม่ใช่คอยจับผิดลูกน้อง
และที่สำคัญใช้หน้าเพื่อใช้เอาไว้ยืดหน้ารับความผิดแทนลูกน้อง อย่างคำโบราณว่า "รับหน้า "
ไม่ใช่ทุกอย่างโบ้ยว่า ไม่รู้ มอบหมายให้ลูกน้องทำแล้ว ลูกน้องเป็นคนทำ แล้วจะเรียกว่า
หัวหน้าได้อย่างไร

3. ตัดสินโดยไม่ฟังความคิดเห็นของผู้อื่น หรือไม่อธิบายเหตุผลใด ๆ

เป็นการตัดสินใจโดยยึดความคิดของตนเองเป็นหลัก อย่าบังคับลูกน้องทำในสิ่งที่เขาลำบากใจ
ควรฟังเหตุผลส่วนตัวของลูกน้องบางหรือเมื่อตัดสินใจออกมาเบื้องต้นแล้วบอกว่ามันเป็น
"นโยบาย " ซึ่งการอธิบายแค่นี้ไม่สามารถให้ลูกน้องเข้าใจได้กลับยิ่งจะทำให้เข่ารู้สึกไม่ดี
ต่อองค์กรมากขึ้นไปอีก

4. พูดจาไม่ให้เกียรติลูกน้อง

หัวหน้างานจำนวนหนึ่งมักมีความคิดว่าตัวเองมีความสนิทสนมกับลูกน้องเป็นอย่างดี จึงไม่จำเป็น
ต้องระวังคำพูดมากนักยิ่งลูกน้องที่ทำงานด้วยกันมานานยิ่งสนิทคิดไปเองว่าลูกน้องคงรู้จักนิสัย
ของตนดีอยู่แล้ว ทำให้หัวหน้าหลายๆคนไม่ระวังคำพูดและปฏิบัติกับลูกน้องไม่ค่อยให้เกียรติกับ
ลูกน้องอยู่บ่อย ๆ

5. ตำหนิลูกน้องต่อหน้าธารกำนัล หัวหน้าจำนวนมากไม่ไว้หน้าลูกน้อง

ถ้าทำพลาดก็ซัดกันตรงนั้นเลย พูดเสียงดังในสิ่งที่เป็นปมด้อยและความผิดพลาดของลูกน้อง
ต่อหน้าพนักงานแผนกอื่น ทำให้ลูกน้องรู้สึกอายและไม่อยากทำงาน ที่สำคัญไม่เคยชม
นัยว่ากลัวเหลิงอะไรทำนองนั้น อย่างหนึ่งสำคัญคือความเสมอภาคเท่าเทียม ความยุติธรรมและ
ความเป็นกลาง การให้สิทธิพิเศษกับลูกน้องคนใดคนหนี่งจนทำให้เห็นความแตกต่าง คือ
ลูกน้องบางคนทำดีและทำหน้าที่ของตัวเองไม่มีข้อบกพร่อง แต่อีกคนทำผิดระเบียบบ่อยครั้ง
แต่ได้รับผลงานและผลตอบแทนเท่ากันหรือดีกว่า ทำให้ลูกน้องอีกคนที่ทำดีอยู่แล้วไม่มีกำลังใจ
ในการทำงานและเสียความรู้สึกได้ คุณควรจะเป็นหน้าที่มีความยุติธรรมมากกว่านี้ไม่ควรเอา
ความรู้สึกส่วนตัวตัดสินมากเกินไป

นี่คือพฤติกรรม 5 อย่างที่หัวหน้าหลาย ๆ คน สั่งสมไว้ ถ้าคนเป็นหัวหน้าลองย้อนมองดูตัวเอง
ด้วยใจเป็นกลาง แล้วประเมินว่า "มีสักกี่ข้อแล้ว"??

 ที่มาจาก Member name: JUA จาก Thaidvd.net

Comment

Comment:

Tweet

อืม ...ก็เห็นน่าจะจริง
ขอบคุณ มากมาย
ทำให้ได้แง่คิด ....
.
.
ดีนะที่ทำถูกละ ...ไม่ทน 55555confused smile

#1 By ChayaLively on 2008-11-25 17:42