ภัยมืดในอาหาร มัจจุราชเงียบ 12 ประการที่คุณไม่รู้
posted on 07 Jul 2008 17:22 by sukijblog in HealthAndCare
เรื่องโดย...นพ.กฤษดา ศิรามพุช, พบ.(จุฬาฯ)
ผู้อำนวยการสถาบันเวชศาสตร์อายุรวัฒน์นานาชาติ
แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านเวชศาสตร์อายุรวัฒน์
(American Board of Anti-aging medicine)
drkrisda@gmail.com
ใน
อนาคตนั้นสาเหตุการเสียชีวิตของปุถุชนคนเดินดินอย่างเราจะเปลี่ยนจากเรื่อง
ของโรคทางกายไปเป็นโรคที่เกิดจาก “จิตทำร้ายกาย”
หรือโรคทางจิตใจกันมากขึ้น ซึ่งก็มักเป็นโรคที่เกิดจากการทำตัวเอง
โดยเฉพาะนโยบายตัดช่องน้อยแต่พอตัว
ไม่รู้จะมัวอยู่ไปใยชวนให้ฆ่าตัวตายกันเป็นเบือดังที่เป็นข่าวครึกโครมไป
ทั้งนี้องค์การอนามัยโลกได้ให้เกียรติประเทศไทยมากโดยได้จัดว่าการ
ฆ่าตัวตายจะนำโด่งขึ้นมาเป็นสาเหตุสำคัญอันดับสองรองจากมัจจุราชโรคหัวใจใน
อีก 12 ปีข้างหน้า
| ปริทรรศ์แห่ง"มัจจุราชเงียบในอาหาร" ทราบกันดีว่าถ้าไม่ถึงที่ตายก็ไม่วายชีวาวาตม์ใช่ไหมครับ แต่อาจต้องมองลึกไปสักนิดว่าถ้ามันยังไม่ถึงที่ตาย แต่ก็ไม่วายชีวาวาตม์เสียทีเดียวนี้มันก็ทรมานไม่น้อยอยู่เหมือนกัน ดังนั้นต้องพยายามอย่าใช้ช้อมส้อมขุดหลุมศพให้ตัวเองครับ ถ้าจะกินหรือจะใช้ผลิตภัณฑ์ใดต้อง “Use with good judgment” เหมือนสโลแกนของท่านโอบาม่า อย่าไปเลือกชนิดที่เก่าแก่หรือเก่าเก็บมากจนเกินไปด้วยว่าอาจมีสารพิษเกิด ขึ้นในตัวของมันเองได้เช่นสารพิษโบทูลินุ่มในอาหารกระป๋องปนเปื้อน ที่ไม่นุ่มนิ่มจิ๋มจุ๋มอย่างที่คิด แค่สะกิดชิมเพียงนิดก็อาจพากันนอนชักเกร็งเป็นอัมพาตไปได้ อย่าไปคิดว่ายิ่งแก่ยิ่งเจ๋ง Old but not expired แบบคุณแม็คเคนไปทุกสิ่งสรรค์ครับ มันอาจเป็นยิ่งแก่ยิ่งแสบ ยิ่งบ่นเก่งก็เป็นได้ เลยขอนำดาวเด่นของสารผสมอาหารสิบสองชนิดที่พบบ่อย ที่มีผลพลอยได้คือถ้ากินสะสมเข้าไปมากแล้วก็เป็นที่แน่นอนเลยว่าจะใช้แลก คูปองของรางวัลไปทัวร์ยมโลกได้เร็วกว่าใครทีเดียวครับ เริ่มจาก1) โซเดียมไนเตรท (โซเดียม ไนไตรท์) หรือมืชื่อจุ๋มจิ๋มที่รู้จักกันว่า “ดินประสิว” พอได้ยินชื่อเพื่อนรักคนนี้แล้ว ต้องเห็นสีแดงตามมาเลยนะครับ ด้วยว่าอยู่ในกุนเชียงรสอร่อยมันเยิ้ม, ไส้กรอกรถเข็นสีแดงจัดจ้านราดน้ำจิ้มรสเด็ด, แหนมตุ้มขนาดพอคำ, ปลารมควันของฝากจากเมืองไกลหรือจะไส้กรอกฮ็อทด็อกสัญชาติอเมริกันสุดหรู จากร้านสะดวกซื้อ ที่เอามายืนถืองับกันจนน้ำราดแดงเหลืองไหลเยิ้มง่ามมือ เมนูอาหารสร้างสรรค์สังคมเหล่านี้ล้วนแล้วแต่มีดินประสิวช่วยเสริม ให้เนื้อแดงจัดชวนกินทั้งนั้น แต่เป็นที่น่าเสียดายว่าตัวเราไม่ใช่พลุหรือปุ๋ยมูลค้างคาวเราจึงไม่ต้องการ ดินประสิวมากขนาดนั้น เมื่อกินเข้าไปร่างกายจะร้องค้านว่าเป็นส่วนเกินแล้วก็กระทำอารยะขัดขืนไม่ ยอมรับพร้อมกับสร้างกระแสมะเร็งขึ้นมาทันที โดยพบว่าเด็กที่กินไส้กรอกฮ็อทด็อกแบบนี้เพียงปีละโหลกว่าเท่านั้นจะมีโอกาส เกิดมะเร็งมากกว่าเด็กที่ไม่ได้กินถึงสองเท่าเลยทีเดียว ในผู้ใหญ่ก็ไม่แพ้กันครับจะได้มะเร็งแถมมาด้วยพอกัน |
|||||
ฟังดูชื่อแล้วยังกับต้องทายปรัศนีบุคคลในคอลัมน์ซ้อเจ็ดหรือราวกับ อ่านภาษาต่างดาวอยู่ แต่แท้จริงแล้วชื่อจริงของมันยาวจึงขอเรียกเป็นชื่อย่อให้ไม่ระคายหูกันครับ สารร้ายนี้มีมากในอาหารเช้าแบบฝรั่งจำพวกซีรีล, ธัญพืชสำเร็จรูป, หมากฝรั่ง, มันฝรั่งและน้ำมันพืชครับ สารนี้เป็นสนิมอนุมูลอิสระโดยตรงเลยครับ ด้วยว่าตัวมันไม่เสถียร สามารถแตกตัวไปกลายเป็นเสือหิวอิเล็กตรอนไปกัดกินอณูร่างกายคุณให้กลายเป็น มะเร็งได้ครับ 3)โพรพิล แกลเลท ชื่อ นี้ไม่คุ้นหูนัก แต่ก็ร้ายเงียบไม่ แพ้กัน โดยมักใส่มากับสหายสนิทคู่คิดเจ้าเก่าสองนายคือ “บีเอชเอ” และ “บีเอชที” โดยเป็นศัตรูร้ายของผู้ที่พิสมัยในการบริโภคเนื้อแดง เช่นเนื้อวัว, เนื้อหมูหรือแม้แต่เนื้อก็มีในซุปไก่ และในหมากฝรั่งเป็นต้น จากการศึกษาในสัตว์ทดลองพบว่าสารนี้มีพรสวรรค์ในการรังสรรค์มะเร็งได้ไม่แพ้ กันครับ 4 โมโนโซเดียมกลูตาแมท(เอ็มเอสจี) หรือที่รู้จักกันในชื่อสุดคลาสสิกว่า “ผงชูรส” เมื่อ พูดถึงผงชูรส ก็ชวนให้คิดไปถึงเมื่อกาลก่อนที่รถเข็นขายบะหมี่ป๊อกๆตามบ้านที่จอดลวกเส้น ทำก๋วยเตี๋ยวตามสั่งให้แล้วเมื่อใส่เครื่องเคราเสร็จแล้วก็จะหยิบช้อนปลาย เล็กขนาดเท่าไม้แคะขี้หูมากระดกเทเกล็ดขาวเล็กๆใส่ลงไปด้วยนิดหนึ่ง เรียกว่านับเกล็ดได้ทีเดียว ซึ่งมารู้ทีหลังว่านั่นเองคือผงชูรสและที่ใส่ให้น้อยกว่าไม่พรั่งพรูเหมือน กากหมูเจียวก็เพราะว่ามันแพงมากในสมัยนั้น ด้วยเป็นยุคที่ญี่ปุ่นเพิ่งคิดค้นได้ว่าโลกนี้ยังมีรสที่ลิ้นรับสัมผัสได้ ว่าอร่อยนอกจาก เปรี้ยว, หวาน, เค็ม, ขม(แต่เผ็ดนั้นไม่ใช่รส เป็นความแสบร้อนจากกรดแคปไซสิกแทน)แล้วก็ยังมี “รสอุมามิ(Umami)” ซึ่งแปลว่า “โอชารส” หรือรสอร่อยนั่นเอง แต่ข้อเสียของผงชูรสคือในภัตตาคารที่ทำอาหารขายคนหมู่มากนั้นมักไม่ มีเวลาที่จะมานั่งทำน้ำสต๊อกให้ได้ปริมาณมากเป็นถุงเป็นถังจึงต้องใช้วิธี ลักไก่โยนผงซุปชูรสนี้ลงไป ซึ่งถ้าเหยื่อ เอ๊ย...ลูกค้ารับประทานไม่มากและไม่บ่อยนักก็ไม่เป็นไร แต่บางท่านต้องผูกปิ่นโตไว้กับร้านเดิมตลอดก็อาจเกิดอาการพิษจากผงชูรสได้ โดยอาการนั้นจะเป็นอาการของพิษต่อระบบประสาทเป็นส่วนใหญ่ครับ ตั้งแต่ปวดศีรษะไม่ทราบเหตุ, ลิ้นชาปร่าแปลกๆไป จนถึงขั้นที่ทำให้อาเจียนเวียนศีรษะและตาบอดได้เลยทีเดียว ซึ่งที่จริงแล้วนั้นเราไม่จำเป็นต้องพึ่งพาผงวิเศษนี้เพื่อทำให้อาหารของเรา ประดุจออกมาจากห้องเครื่องแดจังกึมเพราะว่าแท้จริงแล้วรสอุมามินี้คือรสของก รดอะมิโนซึ่งก็มีอยู่ตามธรรมชาติในเนื้อสัตว์ทั่วไป, น้ำซุปเนื้อ, เนื้อปลา หรือแม้แต่ผักคะน้า ดังนั้นจะเห็นว่าภูมิปัญญาเราที่เอาคะน้ามาผัดกับปลานั้นก็ถือว่า เป็นความอร่อยแบบอุมามิได้โดยไม่ต้องใส่ผงชูรสเลย หรือถ้าท่านรู้จักเลือกชนิดของอาหารและนำน้ำเนื้อมาปรุงรวมกับผักก็จะให้รส อร่อยได้โดยไม่ต้องพึ่งพาผงชูรสสุดหวงของอาแปะบะหมี่เกี๊ยว หรือเพื่อทำให้อาหารของคุณรสเลิศประดุจเป็นฝีมือของจอมนางซางกุงแห่งวังหลวง เลย |
|||||
ผู้ร้ายรายนี้เป็นไขมันชนิดหนึ่งครับตัวไม่ใหญ่โตอะไรมากมักอยู่ใน คุกกี้, บิสกิต, ขนมเค้ก, ฟาสต์ฟู้ด, เบเกอรี่, ปาท่องโก๋ทั้งหลาย แต่ขยันก่อเรื่องนานัปการ โดยสถานที่เกะกะเกเรที่สำคัญอยู่ที่ทำเนียบฯ เอ๊ย...ทันโทษ อยู่ที่หลอดเลือดหัวใจครับ มันโปรดปรานการอุดหลอดเลือดหัวใจที่ชื่อโคโรนารีมาก วันร้ายคืนร้ายมันก็ไปจับตัวรวมหัวกับสนิมอนุมูลอิสระเกิดเป็นตะกรันชวน ครั่นคร้ามให้หัวใจสูบเลือดไม่ออกเสียอย่างนั้น แล้วทีนี้จะไปหา กทม. มาลอกท่อที่ไหนก็ไม่ได้ด้วยว่าหลอดเลือดหัวใจนี้เล็กจิ๋วขนาดเพียงไม่ถึง ปลายนิ้วก้อยเท่านั้นเองครับ สำหรับผู้ที่ติดการบริโภคเบเกอรี่นานาพันธุ์แบบหยุดไม่ได้นี้สิ่งที่ ทำได้ก็คงจะเพียงนั่งหน้าป๋อหลอรอเปลี่ยนบายพาสหลอดเลือดเท่านั้นเองครับ |
|||||
|
|||||
|
|||||
รู้กันดีอีกชื่อคือน้ำตาลเทียม มีหลายชนิดหลากยี่ห้อ แต่ที่ดั้งเดิมเจ้าเก่าเล่ายี่ห้อนี้ก็คือแอสปาแตมนี่เอง แต่ก่อนแต่ไรนั้นมีการใช้ขัณฑสกรให้ความหวาน โดยชื่อของมันก็แปลว่าผู้ทำให้หวานอยู่แล้ว ส่วนชื่อภาษาอังกฤษว่าซัคคารินก็ยิ่งฟังดูหวานเข้าไปอีก ต่อมารู้ว่ามีพิษก็เลยผลิตแอสปาแตมขึ้นมาให้ความหวานแทน แต่กระนั้นก็ดีไม่นานก็มีผู้พบว่าแอสปาแตมนี้ถ้าโดนความร้อนก็อาจกลายเป็น “หวานมรณะ” ก่อม็อบให้ร่างกายรำคาญใจให้เป็นมะเร็งไปเสียรู้แล้วรู้รอดเลย และเดี๋ยวนี้ก็ยิ่งมีน้ำตาลเทียมให้เลือกหลายชนิดขึ้นโดยอ้างว่าปลอดภัยใส ซื่อมาก ซึ่งก็จริงอยู่ครับแค่ระวังอย่าไปใช้ชงกาแฟหรือเหยาะบนก๋วยเตี๋ยวร้อนควัน โฉ่เข้าก็แล้วกันเดี๋ยวมะเร็งถามหาครับ |
|||||
ตัวนี้ก็เป็นตระกูลเทือกเถาเหล่ากอเดียวกับ “น้ำตาลเทียม” อีกเหมือนกันครับ แต่มักใช้กับขนมอบทั้งหลาย, วุ้นสีสวยสดและหมากฝรั่งเคี้ยวหนุบหนับผลัดกันเคี้ยว(อ้วก!) เหล่านี้มีสารนามประหลาดดังว่านี้แฝงอยู่เป็นส่วนใหญ่ เพื่อให้เกิดความหวานติดลิ้นติดใจผู้ใหญ่และเด็ก ก็เอาเป็นว่าถ้าเป็นเรื่องของความหวานเทียมนี้ ถ้ากลัวมันมากนักก็อย่าใช้จะดีกว่าครับ สมุนไพรอื่นที่ให้ความหวานแบบไม่ซ่อนมะเร็งยังมีอีกเยอะแถมไม่อ้วน ด้วย นั่นคือ ชะเอมเทศ(แต่อย่าไปใช้ชะเอมไทยนะครับ) และหญ้าหวาน ผมใช้แทนน้ำตาลให้ผู้ป่วยเบาหวานมานานแล้ว และได้ผลดีเสียด้วย เพราะน้ำตาลไม่ขึ้น มีข้อเสียอยู่สักหน่อยคือไม่ได้หวานจัดจ้านถึงใจนัก แต่ถ้ารักจะมีสุขภาพดีก็ต้องยอมครับ 8) สีผสมอาหาร บลู1,2, เร้ด 3, กรีน 3, เยลโล่ 6 สี ผสมอาหารที่ใช้กันอย่างเบิกบานในปัจจุบันนี้มีทั้งแบบที่เป็นสังเคราะห์และ ธรรมชาติ ซึ่งแบบสังเคราะห์นั้นที่ปลอดภัยก็มีแต่ก็ต้องดูให้ดีครับ เพราะอย่างที่ว่าคืออะไรก็ตามที่ไม่ใช่ของธรรมชาติร่างกายมักจะต่อต้านและทำ ให้เกิดผลลัพธ์ที่แยกได้ ในยุคหินใหม่จนถึงยุคกลางนั้น ผู้รังสรรค์งานศิลป์มักใช้สีจากธรรมชาติในการแต่งแต้มงานของตัวเอง ดังเช่นภาพการรับบัพติสมาของพระคริสต์โดยเวอร็อคคิโอซึ่งใช้สีที่ผสมด้วยไข่ แดง ส่วนมิเคลันเจโลก็เคยวาดภาพพระแม่ที่มีผ้าคลุมสีฟ้าเข้มตามจารีตที่มีไว้ใน ไบเบิลโดยสีม่วงนี้ในสมัยนั้นได้มาจากหินสีน้ำเงินเข้มขาบสวยที่หลายท่าน รู้จักดีในฐานะเครื่องประดับนั่นคือ “ลาพิซ ลาซูรี่” ครับ ส่วนสีผสมอาหารดังที่กล่าวมาทั้งห้าอย่างนี้มีการศึกษาพบว่าก่อให้ เกิดมะเร็งต่อมไทรอยด์และมะเร็งกระเพาะปัสสาวะได้ในหนูทดลอง โดยมักถูกเจือไว้ในอาหารพวกสีเชอรี่สด, ค็อกเทลผลไม้, ลูกกวาด, ไส้กรอกและขนมอบทั้งหลายครับ |
|||||
โอเลสตร้าเป็นไขมันสังเคราะห์ที่พบมากในมันฝรั่งแผ่นทอดกรุบกรอบและ ขนมทอดใส่ถุงชวนหยิบเคี้ยวเล่นแก้เหงาปากทั้งหลาย โดยโอเลสตร้านั้นถ้าเผลอหยิบกระแทกปากมากไปก็จะเกิดอาการท้องเดิน, ปวดมวนท้องแบบบีบๆและท้องอืดหลามไปด้วยแกสได้ นอกจากนั้นโอเลสตร้ายังก่อกรรมให้วิตามินเอที่คุณอุตส่าห์กินจากผลไม้เข้าไป นั้นไม่สามารถดูดซึมได้ดีด้วย |
|||||
ใช้เป็นสารปรุงแต่งอาหารเมื่อต้องการเพิ่มปริมาตรของขนมปัง, เค้ก, แยมโรลและขนมแป้งทั้งหลาย มันเป็นสารที่รู้กันดีในหมู่นักวิทยาศาสตร์ว่าทำให้เกิดมะเร็งได้ไม่ยากเย็น นักในสัตว์ทดลอง ส่วนในคนนั้นแม้มีปริมาณเพียงน้อยในขนมปังขาวสักแผ่นก็ทำให้เกิดความเสี่ยง ต่อมะเร็งได้แล้วครับ 10) น้ำตาลขัดขาว ท่าน ที่อ่านงานของผมมาตลอดอย่างน้อยต้องจำคาถาพาอายุยืนข้อหนึ่งที่ผมขอให้ท่อง กันให้ได้ขึ้นใจครับ นั่นคือเลี่ยง “แป้งกับน้ำตาลขัดขาว” ซึ่งมีอยู่อย่างอุดมสมบูรณ์ในเบเกอรี่ทั้งหลาย, ธัญพืชสำเร็จรูป, คุกกี้, แคร็กเกอร์, ซอสปรุงรสและอาหารที่ผ่านกระบวนการทำให้น่ากินตามห้าง ด้วยว่าแป้งและน้ำตาลขัดขาวนี้ถ้าได้มากเกินไปร่างกายก็ต้องทำงานหนักในการ ช่วยลดมันลงให้ไม่ไปจับตามอวัยวะต่างๆ เมื่อทำงานหนักมากเข้าร่างกายก็อาจสไตร๊ค์และปล่อยให้คุณแก่เลยตามเลยไปก็ ได้ |
|||||
|
|||||
เรียก ได้เต็มปากว่าเป็น “ภัยเงียบ” เลยทีเดียวครับ สำหรับเกลือแกงนี้ ด้วยว่าปัจจุบันแทรกซึมเป็นยาดำอยู่จนแม้กระทั่งอาหารเด็กอ่อน ด้วยว่าเมื่อสำรวจแล้วพบว่าเด็กก่อนวัยเรียนนี้ได้รับเกลือแกงสูงกว่าที่ควร จะได้หลายเท่าทีเดียว ซึ่งเป็นปริมาณที่เกินกว่าไตอ่อนๆของเด็กจะขัดล้างออกไปได้หมด และเมื่อเกลือมีค้างอยู่ในกายมากก็จะทำให้ความดันสูงขึ้น เกิดไตวายและตายไวได้ ดังจะเห็นได้ว่าเด็กเดี๋ยวนี้หลายคนต้องไปนั่งไขว่ห้างล้างไตแข่งกับผู้ใหญ่ ก็มีให้เห็นหนาตาแล้วเหมือนกัน ส่วนในผู้ใหญ่นั้นก็หายห่วงได้เลยว่าเกลือแกงที่สูงจะไปช่วยดองเค็ม หัวใจให้ต้องทำงานหนักขึ้นเพื่อคุมความดันที่พากันสูงขึ้นอย่างไม่ปรานีปราศ รัยจากฤทธีของโซเดียมตัวร้าย ถ้ายังนอนใจไม่แก้ไขลดเกลือก็คงไม่มีปัญหาอะไรมากไปกว่าหัวใจไร้รักเปลี่ยน เป็นเต้นกระตุกผิดจังหวะฮิปฮอปแล้วก็ขี้เกียจเต้นไปเองในที่สุดครับ |
|||||
เท่า ที่อ่านๆดูก็เชื่อว่าท่านผู้อ่านก็คงสรุปได้เช่นเดียวกันว่าการจะรู้ว่า อาหารใดใส่สารปรุงแต่งอันใดบ้างนั้นค่อนข้างยากราวกับประกวดเอเอฟให้ได้ถูก ใจครูเป็ด แต่ก็พอจะบอกได้ว่าอาหารที่ควรจะเลี่ยงเพราะมีความเสี่ยงสูงที่จะได้สารพิษ แถมคือ อาหารสอดไส้สองล้าน เอ๊ย...ทันโทษ อาหารจำพวกของทอดกรอบเกรียมเปี่ยมน้ำมัน, อาหารแปรรูปรมควันทั้งหลายได้แก่ไส้กรอก, กุนเชียง, หมูแฮม, หมูแผ่น, เนื้อรมควัน, ปลาเค็มทั้งหลายครับ และอาหารที่มีสีสันสดใสไร้ขีดจำกัดจนแทบจะเรืองแสงฉับเมื่อดับไฟ รวมถึงอาหารตามเหลาดังคนนั่งเต็มล้นเพราะมีโอกาสสูงที่จะใช้ผงชูรสแทนความ หวานจากการนั่งเคี่ยวกระดูกคาตั๊งหรือโครงไก่ให้โอชะจากกระดูกออกมาเจือจน น้ำซุปหวานกลมกล่อมตามธรรมชาติเพราะไม่มีเวลาและไม่มีคนพอที่จะมานั่งทำงาน ให้เกินเวลาอย่างนั้น ดังที่ได้เล่าไปแล้วว่าการจะอยู่ได้ในสังคมปัจจุบันอย่างมีสุขภาพดี นั้นสิ่งสำคัญที่สุดไม่ใช่การมีเงินทองกองมากพากันลากซื้อของดีมากินบำรุง มุ่งแต่สวยหล่อ ด้วยว่าของดีเหล่านั้นอาจเป็นพิษก็ได้ใครจะรู้ เช่นหูฉลามหรือปลิงทะเลที่มีโลหะหนักแถมอยู่มากมาย รวมถึงอาหารเสริมต่างๆนาๆราคาเฉียดซื้อรถได้นั้นก็อาจทำให้เราได้รับสาร อาหารเกินไปแล้วไปสะสมก็ได้ แต่ สิ่งสำคัญของการกินให้มีสุขภาพดีคือ “กินด้วยปัญญา” หรือกินอย่างรู้เท่าทัน ไม่มันส์ไปกับการกินอย่างคะนองปากหรือกินเพราะความเสียดายบุฟเฟ่ต์หมูกระทะ ที่เหลืออยู่ค่อนหม้อ ไปจนถึงเนื้อชาบูที่ถูกเคี่ยวกรำจนหดเหี่ยวจับจีบประดุจงานฝีมือทำดอกไม้จาก วัสดุธรรมชาติ คือถ้าท่านได้บริโภคโดยใช้สมองไปพร้อมกับกล้ามเนื้อช่วยเคี้ยวที่ครอบอยู่ รอบกระพุ้งแก้มที่เรียกว่ากินด้วยปัญญาและมีสติก่อนนำอาหารแต่ละคำใส่ปาก แล้วก็ถือว่าได้ทำอย่างเต็มที่แล้วครับ ที่เหลือถ้าจะมีสิ่งใดเกิดก็ขอให้อย่าไปโทษตัวเองครับ |
|||||
|
เป็น อันว่าท่านจะบริโภคสิ่งใดให้สุขภาพดีนั้นไม่ขึ้นอยู่กับของแพงของถูกแต่ขึ้น อยู่กับสติที่ควรต้องจับกำกับอยู่ทุกคำของอาหารที่จะนำเข้าปาก และเมื่อมีสติแล้วปัญญาก็จะเกิดตามมาเอง ถ้าได้ฝึกไว้บ่อยๆท่านจะพลอยได้เรื่องของมรณานุสติไปด้วยครับ |
ว่าแล้วก็น่ะ
ผมจะเลือกทานอย่างไรเมื่อในซอยผมก็มีแต่ของกินประเภทนี้เยอะ บางอย่างบอกได้ว่าไม่ใส่ผงชูรสแต่บางอย่างก็ต้องทำใจ มาอยู่ต่างจังหวัดอาศัยหอก็ไม่มีครัวทำเอง อิอิ อันไหนเลี่ยงได้ก็เลี่ยงน่ะครับ 
ที่มา http://www.manager.co.th
edit @ 7 Jul 2008 17:29:51 by sukijblog

